This site is a collaboration between two organizations, Agricultural Futures Exchange of Thailand and Thai Tapioca Trade Association. To be a center of information and dissemination of information. Related to the cassava industry.
TAPIOCA ONLINE >> Monday 15 September 2014  GMT+7
logo-ttta           

มันสำปะหลัง ออนไลน์

New Tigers in ASEAN 2

Print

tiger_leaping_erc

For Myanmar, the newspaper reported that there were changes in their administration and cooperation among all people in the nation was being built up.  Each party is willing to compromise for the sake of the country’s advancement.  In the past, both sides held on their strong stance, and what has happened to the country?  Myanmar has a climate that is not much different from Thailand.  In the south, it is bordering the sea and easy for exports.  It is abundant with natural resources.  There are a lot of low-cost labor forces.  With proper management, they have a good chance of development, particularly if the government opens the door to foreign investors, accepting modern technologies, then, the economic development can move faster.  Regarding tapioca, it would be easy for Myanmar to cultivate, construct starch plants, drying yards, and ports for exports.  Upon opening their country, Myanmar can definitely become a competitor of Thailand in exporting tapioca chip and starch within a few years.  For rice and other agricultural products, there could be the same problem as tapioca products.  In 2015, with the start of ASEAN Economic Community, there would be movement of goods, services, investment, and especially labors from Myanmar, Cambodia and Laos might compete for employment with Thai labors.  Businessmen from advanced countries like Singapore, Malaysia, and Indonesia, could enter and compete freely with Thai traders.  By that time, what would Thai government do?  Little Myanmar and Cambodian tigers are growing bigger.  Do not let the history repeat itself.  Therefore, Thai government, Thai merchants, and Thai people must be careful and not be too content with current advancement that seems to be better than others in the region.  Do not keep on fighting among ourselves because the nation would become under-developed.  Examples of Malaysia and Vietnam should be a warning sign for government and Thai people to cooperate in development for the progress of our country, to drive Thailand for further movement ahead.  A slow progress is better than none.  Problems of Thailand can be summarized as follows:

  1. Difference of thoughts, factions, divided groups, symbolic color, disputes in every kind of subjects are problems of Thai people.  How can the country progress if Thai people keep on fighting among ourselves?
  2. Most Thai people think of their own benefits and survivals, their own group, their own party, but not of the country.  How can the country survive or compete with others around the world?  It would be difficult to compete even within ASEAN.
  3. In the past 2-3 years, there were incidents of civil disorders affecting the economy.  Tourists and investors alike have been scared away.
  4. Big floods affecting nearly the whole country, with large scale damages to properties of both Thai people and foreign investors, were the result of mismanagement.  In the latest development, there has just been the case of flooding the last few days in Amphur Sena, Ayutthaya Province because of the release of water from two dams again.
  5. The turmoil in southern Thailand has continued for 7-8 years already without the end, with changes in the formats of violence all the time.
To sum up, Thai people since the past until present time are good and clever in their advanced ideas, in doing business, and acclaimed in services.  But the standstill of Thailand’s economic is the responsibility of government and all Thai people to help in solving this easily by loving each other, joining hands, speaking the same language, doing and focusing on the nation’s benefit as the utmost importance, in order to push our country to move ahead for economic advancement, and to be the terrific tiger in the eyes of other nations in ASEAN.

Last Updated on Friday, 17 February 2012 09:31

ความเคลื่อนไหวราคาผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง (13 มิ.ย. 55)

Print

ราคาผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง (วันที่ 13 มิ.ย. 55)

ราคาผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังขยับตัวสูงขึ้น สถานการณ์ยังเหมือนสัปดาห์ที่ผ่านมา
ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดว่าในฤดูการเก็บเกี่ยวปี 2554/55 (ต.ค.54-ก.ย.55) มีหัวมันออกมาแล้วถึงเดือน พ.ค. 55 (ต.ค. 54-พ.ค.55) 91% (ประมาณ 23 ล้านตัน) และยังคงเหลืออยู่ 9% (ประมาณ 2 ล้านตัน)

ราคาหัวมันสำปะหลัง (บาท/กก.)

ราคา ณ 9 พ.ค. 55 16 พ.ค. 55 23 พ.ค. 55 30 พ.ค. 55 6 มิ.ย. 55 13 มิ.ย. 55

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

(เชื้อแป้ง 30%)

2.40 - 2.80 2.40 - 2.80 2.40 - 2.80 2.40 - 2.90 2.50 - 3.00 2.50 - 3.20

ภาคเหนือตอนล่าง

(หัวมันรวม)

2.10 - 2.30 2.10 - 2.30 2.10 - 2.30 2.00 - 2.20 2.00 - 2.20 1.95 - 2.30

ภาคตะวันออก                    

(หัวมันรวม)

2.00 - 2.10 2.00 - 2.20 2.00 - 2.20 2.00 - 2.20 1.90 - 2.20 2.00 - 2.30

ภาคตะวันตก                      

(หัวมันรวม)

2.00 - 2.10 2.00 - 2.20 2.00 - 2.20 1.90 - 2.10 2.00 - 2.15 2.00 - 2.30

 ราคามันเส้น (บาท/กก.)

ราคา ณ 9 พ.ค. 55 16 พ.ค. 55 23 พ.ค. 55 30 พ.ค. 55 6 มิ.ย. 55 13 มิ.ย. 55
คลังสินค้าส่งออก 6.70 - 6.80 6.70 - 6.80 6.70 - 6.80 6.50 - 6.75 6.40 - 6.60 6.20 - 6.80

ราคาแป้งมันสำปะหลัง (บาท/กก.)

ราคา ณ 9 พ.ค. 55 16 พ.ค. 55 23 พ.ค. 55 30 พ.ค. 55 6 มิ.ย. 55 13 มิ.ย. 55
โรงแป้ง 12.80 - 13.00 12.80 - 13.00 12.80 - 13.00 12.80 - 13.00 13.00 - 13.20 13.00 - 13.50



มันมันมัน-รายงาน 

 

Last Updated on Thursday, 14 June 2012 06:17

เตือนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ระวังเพลี้ยแป้งระบาดช่วงฤดูแล้ง

Print

กรมส่งเสริมการเกษตร แจ้งเตือนผู้ปลูกมันสำปะหลังในเขตพื้ที่แล้งทั่วทุกภาค เนื่องจากเริ่มแห้งแล้ง ความชื้นในอากาศน้อย ลมแรงแดดจัดตอนกลางวัน กลางคืนอากาศเย็น ซึ่งเหมาะต่อการเจริญเติบโตของเพลี้ยแป้ง อีกทั้ง แมลงตัวห้ำ ตัวเบียน ที่คอยทำลายเพลี้ยแป้งมีปริมาณลดลง เพลี้ยแป้งจึงระบาดเพิ่มขึ้น

โดยที่พบในประเทศไทยมี 4 ชนิด คือ เพลี้่ยแป้งลาย เพลี้ยแป้งแจ็คเบียดเลย์ เพลี้ยแป้งสีเขียว เพลี้ยงแป้งสีชมพู ซึ่งระบาดโดยการติดไปกับคน ท่อนพันธุ์ กระแสลม และมด ดังนั้น เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลง หากพบการระบาดให้แจ้ง สนง.เกษตรอำเภอ สนง.เกษตรจังหวัด เพื่อขรับการสนับสนุนแตนเบียน หรือแมลงช้างปีกใส เพื่อควบคุมการระบาดเพลี้ยแป้งในพื้นที่

สำหรับแนวทางการป้องกันกำจัดฯ ในพื้นที่ยังไม่พบการระบาด ทำได้โดยใช้ท่อนพันธุ์สะอาด, เก็บซากพืชออกจากแปลง ไถพรวนหลายๆ ครั้ง และตากดินอย่างน้อย 14 วัน, แช่ท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมีที่แนะนำ และตรวจแปลงทุก 2 สัปดาห์  

ส่วนพื้นที่ที่มีการระบาดแล้วให้หลีกเลี่ยงปลูกในฤดูแล้ง, ไถพรวนดินหลายๆ ครั้ง ตากดิน 14 วัน, แช่ท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมีที่แนะนำ และตรวจแปลงทุก 14 วัน

อีกทั้งถ้าพบระบาดรุนแรงในมันอายุ 1-4 เดือน ให้ถอนทิ้งทั้งหมดแล้วทำลายนอกแปลง, ถ้าพบระบาดในอายุ 4-8 เดือน ให้ตัดยอดหรือถอนต้นที่พบนำไปทำลายนอกแปลง พ่นสารเคมีบริเวณที่พบทันที, พบการระบาดในอายุกว่า 8 เดือน ควรเก็บผลผลิต ตัดต้นทิ้งนำไปทำลาย ทำความสะอาดแปลง  

อย่างไรก็ตาม ใช้ศัตรูธรรมชาติควบคุมเพลี้ยแป้ง เช่น แมลงช้างปีกใส ด้วงเต่า แตนเบียน หลีกเลี่ยงใช้สารเคมี ทั้งนี้ เพื่ออนุรักษ์ไม่ให้ตัวห้ำตัวเบียนที่เป็นศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยแป้งถูกทำลาย


- - หนังสือพิมพ์คมชัดลึก - -

Last Updated on Friday, 01 August 2014 00:16

ท่าเรือเป๋ยไห่ของกว่างซีนำเข้า “มันเส้น” พุ่งสูง ผู้ประกอบการไทยพร้อมแค่ไหน?

Print

เว็บไซต์ข่าวอ่าวเป่ยปู้ : สถานการณ์นำเข้ามันสำปะหลังแห้ง (หรือที่คนไทยเรียกสั้น ๆ ว่า “มันเส้น”) ผ่านท่าเรือเมืองเป๋ยไห่ของกว่างซีมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

สำนักงานศุลกากร เปิดเผยว่า ช่วง 6 เดือนแรก ปี 57 ท่าเรือเมืองเป๋ยไห่มีการนำเข้ามันสำปะหลังแห้งสูงถึง 2.38 แสนตัน ขยายตัวสูงถึง 1.9 เท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน

มันสำปะหลังแห้ง (มันเส้น) เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเชื้อเพลิงเอทานอล (Ethanol) และกรดมะนาว (Citric acid)  

หลายปีมานี้ ประเทศจีนมีความต้องการใช้เชื้อเพลิงเอทานอลเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ความต้องการมันสำปะหลังซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเอทานอลพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ทว่า ศักยภาพการผลิตในประเทศไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างเต็มที่ จึงจำเป็นต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศจำนวนมากในแต่ละปี  

เจ้าหน้าที่สำนักงานศุลกากร ชี้ว่า สถานการณ์การนำเข้ามันสำปะหลังแห้งผ่านด่านท่าเรือเมืองเป๋ยไห่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าเทกอง (Bulk) ที่สำคัญของท่าเรือฯ กล่าวคือ เมื่อปี 56 มีการนำเข้ามันสำปะหลังแห้งมากเป็นอันดับ 6 ในบรรดาสินค้าเทกองทั้งหมดที่มีการนำเข้าผ่านท่าเรือเมืองเป๋ยไห่

ขณะที่ครึ่งปีแรกปี 57 ปริมาณนำเข้าขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 3 รองจากถั่วเหลือง (ใช้สำหรับการผลิตน้ำมันและอาหารสัตว์) และสินแร่นิเกิล แหล่งนำเข้าหลัก คือ เวียดนาม และไทย ข้อมูลช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ มีการนำเข้าจากเวียดนามมากถึง 1.39 แสนตัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 60 ของปริมาณนำเข้าทั้งหมด

กลุ่มผู้นำเข้าหลักเป็นกิจการร่วมทุน และมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มมากที่สุด ข้อมูลตั้งแต่ปี 55 - มิ.ย.57 กิจการร่วมทุนมีปริมาณนำเข้ารวม 4.74 แสนตัน คิดเป็นร้อยละ 67.62 ของปริมาณนำเข้าทั้งหมด (เฉพาะ 6 เดือนแรกที่ผ่านมา มีการขยายตัวสูงถึง 5.7 เท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน)

BIC เคยมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้ประกอบการนำเข้ามันสำปะหลังชาวจีน และได้ข้อมูลว่า ผู้ประกอบการจีนนิยมนำเข้ามันเส้นจากเวียดนามมากกว่าไทย เนื่องจากปัญหาเรื่องคุณภาพมันเส้น ฝุ่นผง และวัตถุเจือปน (เศษหินดินทราย)

ดังนั้น ผู้ผลิตมันเส้นไทยจำเป็นต้องปรับปรุงขั้นตอนในการผลิตให้ได้มันเส้นชิ้นใหญ่และฝุ่นผงน้อยลง รวมถึงปรับปรุงวิธีการจัดเก็บและการส่งออกไม่ให้เกิดฝุ่นผงเพิ่มขึ้น


- - ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน www.thaibizchina.com - -

Last Updated on Friday, 01 August 2014 00:39

“พาณิชย์” ตั้งสถาบันพัฒนาการค้าข้าว ดันไทยยึดที่หนึ่งโลก “ปลูก-ผลิต-ตลาด”

Print

“พาณิชย์” เดินหน้าตั้งสถาบันพัฒนาศักยภาพการค้าข้าว ดึงทุกภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชนร่วมทำงานในรูปคณะกรรมการร่วมทำแผนพัฒนาข้าวไทยอย่างครบวงจร ดันไทยเบอร์หนึ่งของโลกในทุกๆ ด้าน เผยระยะยาว คสช.สั่งจัดหนัก ทั้งการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ตั้งธนาคารข้าว จัดโซนนิ่งเพาะปลูก และตั้งกองทุนช่วยชาวนา

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์กำลังดำเนินการจัดตั้งสถาบันพัฒนาศักยภาพการค้าข้าว เพื่อเป็นศูนย์กลางรวบรวม วิเคราะห์ และเผยแพร่ข้อมูลการค้าและการตลาดเพื่อการพัฒนาการผลิตและแปรรูปข้าวและผลิตภัณฑ์แบบเบ็ดเสร็จ โดยจะมีการบริหารงานในรูปแบบของคณะกรรมการบริหารสถาบัน ซึ่งประกอบด้วยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นเบอร์หนึ่งในเรื่องข้าวในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านการเพาะปลูก การผลิต และการตลาด

“สถาบันฯ จะเข้าไปช่วยเหลืออุตสาหกรรมข้าวทั้งระบบ ตั้งแต่การเพาะปลูก การผลิต การสีแปร และการทำตลาดส่งออก โดยจะมีข้อมูลในทุกๆ ด้านอย่างครบวงจร เพื่อทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมข้าวมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องข้าว และจะได้วางแผนการผลิต การทำตลาดได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้ไทยเป็นเบอร์หนึ่งในเรื่องข้าวในทุกๆ ด้านตามที่ตั้งใจไว้ โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการประสานงานกับกรมการข้าวในการจัดตั้ง เพื่อไม่ให้การทำงานซ้ำซ้อนกัน” น.ส.ชุติมากล่าว  

สำหรับงบประมาณในการจัดตั้ง จะใช้งบประมาณปี 2558 จำนวน 500 ล้านบาท โดยสำนักงบประมาณจะพิจารณาจัดหาแหล่งเงินให้ และยังมีเงินจากกองทุนส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจำนวน 587 ล้านบาท โดยจะนำเงินในส่วนที่เก็บจากค่าธรรมเนียมการส่งออกข้าวไปตลาดสหภาพยุโรป (อียู) มาใช้  

น.ส.ชุติมากล่าวว่า การช่วยเหลือเกษตรกรในระยะยาว คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เน้นให้มีการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้มากขึ้น โดยได้มอบหมายให้กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมพัฒนาที่ดิน ไปถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ด้วยการใช้เมล็ดพันธุ์ดี การใช้ปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยและสารเคมี ตามคำแนะนำ รวมทั้งผลักดันให้เพิ่มการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนหรือเสริมกับการใช้ปุ๋ยเคมีให้มากขึ้น แต่หากเป็นไปได้ให้หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อผลิตข้าวอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น เพราะแนวโน้มตลาดโลกมีความต้องการสูง และขายได้ราคาดี  

นอกจากนี้ ยังได้กำหนดให้มีการจัดตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ที่ดีให้แก่เกษตรกร ให้มีการกำหนดเขตที่เหมาะสมในการเพาะปลูกข้าว (โซนนิ่ง) เพราะพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมในการเพาะปลูกข้าวต้องผลักดันให้เกษตรกรไปปลูกพืชเกษตรชนิดอื่นแทน เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ทั้งนี้ คสช.ยังมีนโยบายในการบริหารจัดการแหล่งน้ำให้เหมาะสมกับการเพาะปลูกด้วย โดยอยู่ในแผนบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน และกรมพัฒนาที่ดิน  

น.ส.ชุติมากล่าวว่า ส่วนการจัดตั้งกองทุนข้าวและชาวนาแห่งชาติ คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้ให้ความเห็นชอบในการจัดตั้งแล้ว ซึ่งจะเข้ามาดูแลในเรื่องปัจจัยการผลิตข้าวและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับการผลิตข้าวและดำรงชีพให้แก่ชาวนา รวมทั้งชดเชยรายได้จากการจำหน่ายข้าวเปลือกในภาวะราคาตกต่ำหรือด้วยวิธีการอื่นที่เหมาะสม  

โดยเงินกองทุนจะมาจาก 2 ส่วน คือ 1. เก็บจากเงินภาษีของการส่งออกข้าว 0.75% ของมูลค่าการส่งออก หรือเก็บเงินสงเคราะห์เข้ากองทุน โดยเรียกเก็บจากผู้ส่งออกข้าวเป็นอัตราต่อตันแบบขั้นบันไดตามราคาส่งออกข้าว และ 2. เงินสมทบจากชาวนา โดยเก็บเงินชาวนาที่สมัครใจเป็นสมาชิกปีละ 1 ครั้ง ตามอัตราที่กำหนด และรัฐช่วยเงินสมทบของเงินสะสมที่สมาชิกจ่ายในแต่ละปี


- - ผู้จัดการออนไลน์ - -

Last Updated on Wednesday, 13 August 2014 03:24

Page 3 of 248

Templates WordPress
Templates WordPress